เมื่อไหร่ก็ตามที่ชาวต่างชาติจะมองหาประสบการณ์ใหม่ๆในประเทศญี่ปุ่น บ่อยครั้งที่มักจะเลือกกิจกรรมจากหนึ่งในสี่หมวดหมู่ต่อไปนี้: กิจกรรม “แปลก”, กิจกรรมที่มุ่งเน้นด้านอาหาร, กิจกรรมเยี่ยมชมภูมิทัศน์ หรือกิจกรรมสร้างประสบการณ์ “เชิงลึก” ที่จะได้ซึมซับอารมณ์และความรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นอย่างแท้จริง มิสึโดเมะ โนะ ไม ถือว่าจัดอยู่ในหมวดหลังนี้

ต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ – ชื่อของเทศกาลมีความหมายที่แท้จริงว่า, “ระบำห้ามฝน” – ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 1 ก่อนยุคสหัสวรรษ ในปี 1321, พื้นที่โอโมรินิชิแห่งเมืองโอตะ โตเกียว ต้องทนทุกข์ทรมานกับความแห้งแล้งอันแสนสาหัส ชาวเมืองจึงไปไหว้ขอฝนต่อพระพุทธรูปอันศักสิทธิ์ที่วัดประจำหมู่บ้าน แต่สองปีหลังจากนั้น คำอธิษฐานได้ปรากฎกลับมาในทางที่เลวร้ายกว่าเดิม; ผลปรากฎว่าฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วม ความกลัวเป็นสาเหตุที่ทำให้คำอธิษฐานนี้เกิดฝนตกหนักมากเกินไป ทำให้คนในหมู่บ้านต่างช่วยกันคิดเทศกาลประจำปีที่จะขอให้เทพเจ้าช่วยหยุดฝน; นั่นจึงเป็นที่มาของ “ระบำห้ามฝน”

การเฉลิมฉลองครั้งนี้, นักท่องเที่ยวจะได้เข้าถึงแก่นแท้อันลึกซึ้งของชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้ เสียงขลุ่ยญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ถูกเป่าเสมือนกำลังร้องไห้โหยหวนเป็นการบ่งบอกการเปิดงานพิธีนี้ จะเริ่มตั้งแต่บริเวณใกล้กับประตูทองแดง-ฟ้าสไตล์วินเทจของโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในท้องถิ่น หลังจากนั้น“มังกรสองตัว” ก็จะปรากฎตัวขึ้้นมาทันที โดยมังกรจะเต้นระบำประมาณ 30 นาทีเพื่อนำขบวนเข้าไปในวัด มังกรเหล่านี้ถูกจำลองขึ้นโดยชาวบ้านผู้ชายสองคน – คนแรกจะพันผ้าใยสังเคราะห์แนวนอนเป็นรูปเปลือกหอยผูกด้วยเชือกฟาง และอีกคนจะแต่งเหมือนชิโรโชะโซะกุ (ชุดสีขาวเพื่อฝึกปฎิบัติธรรมตามแบบญี่ปุ่น): ผ้าขาวที่ใช้ในพิธีสองชิ้น และบ่อยครั้งจะมีอาสาสมัครในชุดเสื้อคลุมฮันทันลวดลายเดียวกับมังกรคอยสาดน้ำใส่มังกร ซึ่งน้ำที่สาดนั้นจะโดนชาวบ้านที่ยืนชมพิธีด้วย มังกรจะตอบกลับด้วยการเป่าลมเข้าไปในเปลือกหอย และเป่าลมหายใจออกมาเป็นเสียงแห่งความสนุก มีเด็กๆ มากมากที่วิ่งเล่นอยู่ในกลุ่มคนที่มาร่วมขบวนนี้ บางครั้งเด็กๆ ก็หยุดรั้งรอด้วยความกลัวเปียก แต่บ่อยครั้งที่ร้องตะโกนด้วยความสนุกสนานที่โดนน้ำสาด

กลับมาที่มังกร, ในช่วงกลางของพิธีจะถูกจัดขึ้นโดยเด็กอนุบาล: เด็กผู้หญิงจะอยู่ทางแถวด้านหนึ่ง และเด็กผู้ชายก็จะอยู่อีกด้านหนึ่ง เด็กๆแต่ละคนจะสวมเสื้อคลุมลายมังกรตัวเล็ก และโพกศีรษะด้วยผ้าพันคอสีขาว ที่ทางด้านซ้ายมือ เด็กแต่ละคนจะถือพัดเซ็นซุสีม่วงไว้ และในขณะที่มือขวาก็จับไม้ไผ่ไว้ และเดินไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ นักดนตรีสูงอายุจะเดินปิดท้ายขบวน มีหญิงสาวสองคนที่สวมเสื้อคลุมยาวสีขาวของพระสงฆ์ มีมงกุฏดอกไม้อยู่ที่ศีรษะ หน้าตาของเธอทั้งสองถูกปกปิดไว้มิดชิด 360 องศาด้วยม่านสีแดง นักเต้นระบำชายสามคนสวมเสื้อคลุมลายมังกร และมีม่านปกปิดหน้าเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นม่านทรงกระบอกที่ห้อยจากมงกุฏธีมมังกรประดับประดาด้วยขนสีดำ

เมื่อเดินผ่านประตูวัดกอนโชจิจะเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านไปสู่ห้วงอารมณ์อันลึกซึ้งของพิธีนี้ พนักงานที่คอยสาดน้ำใส่มังกรจะต้อนมังกรที่ส่งเสียงคำรามขึ้นไปยังเวทีที่จัดตั้งขึ้นในบริเวณพื้นที่ตรงกลางของวัด ส่วนมังกรก็จะดิ้นรนต่อสู้เพราะรู้ว่าจะถูกจับได้หากถูกไล่ต้อนไปจนมุมบนเวที ที่ด้าาบนของเวทีก็มีคนที่สวมผ้าโพกศีรษะเข้าร่วมในการไล่ต้อนมังกร กล่าวกันว่าในช่วงเวลานี้เองที่มังกรกลายร่างเป็นสิงโตชิชิ การเต้นระบำขอให้พระเจ้าช่วยหยุดฝนของพวกเขาก็เริ่มต้นขึ้น มีคุณพ่อคนหนึ่งบอกกับลูกสาวของเขาว่า “ตอนที่พ่อเป็นเด็ก พิธีก็เป็นเหมือนแบบนี้เป๊ะเลย”

ในช่วงสุดท้ายของการเต้นระบำจะถูกแบ่งออกเป็น 6 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นผู้หญิงที่แต่งเป็นสิงโตเต้นคนเดียว ส่วนต่อมาจะเป็นสิงโตตัวกลางและตัวใหญ่ต่อสู้กัน ส่วนที่สามสิงโตทั้งหมดจะเต้นด้วยกัน ส่วนที่สี่จะเป็น “เต้นโคโฮฮอน” และส่วนที่ห้าเป็นการเล่าตำนานสิงโตตัวผู้สองตัวต่อสู้แย่งชิงสิงโตตัวเมีย และส่วนที่หกสิงโตทั้งหมดมาเต้นสนุกสนานร่วมกัน แม้ว่าในทางศาสดาจะยังมีอีกหลายรายละเอียดที่อาจจะหล่นหายไปบ้างตามกาลเวลากว่าร้อยปี แต่ในทางพิธีกรรมอันลึกซึ้งนี้ยังคงเป็นความประทับใจให้กับผู้ที่มีความเชื่อถีอและนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ผู้อ่านท่านใดที่กำลังมองหากิจกรรมที่ได้สัมผัสความเป็นญี่ปุ่นที่แท้จริงนั้น นี่คือหนึ่งในสถานที่ที่ยังคงมีกลิ่นอายเหล่านั้นหลงเหลืออยู่

รายละเอียดกิจกรรม

วันและเวลา: วันที่ 14 กรกฎาคม (13.00~15.00 น.)

การเดินทาง

JR สายเคย์ฮิน-โทโฮคุ [สถานีโอโมริ] ออกทางทิศตะวันออก; ต่อรถบัสเคย์คิวไปยังโมริงาซากิ, โอโมริ ฮิงาชิ โกะโจเมะ หรือไปฮาเนดะ-ชะโกะ ลงที่ [ป้าย “สถานีตำรวจโอโมริ”]; เดินต่อไปอีกประมาณ 5 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • วัดกอนโช-จิ, โอโมริฮิงาชิ 3‐7‐27

  • วันและเวลา: วันที่ 14 กรกฎาคม (13.00~15.00 น.)